กรดไหลย้อน! เรอเปรี้ยว ขย้อน แสบร้อนกลางอก กลืนอาหารลำบาก

195
กรดไหลย้อน

กรดไหลย้อน โรคในระบบทางเดินอาหารที่ต้องใส่ใจ

กรดไหลย้อน : ระบบทางเดินอาหารของคนเรา เริ่มต้นที่ปาก ไล่ลงไปในหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก-ใหญ่ แล้วไปจบที่ทวารหนัก หากส่วนใดส่วนหนึ่งมีการทำงานที่ผิดปกติ ย่อมมีความไม่สบายกายเกิดขึ้น ท่านที่ใส่ใจสุขภาพตัวเองเป็นประจำ ย่อมสามารถสังเกตพบความผิดแปลกได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ทำให้เกิดการรักษาได้อย่างรวดเร็ว

โรคกรดไหลย้อน หรือ Gastroesophageal reflux disease (GERD) เป็นตัวอย่างหนึ่งของโรคในระบบทางเดินอาหารที่มีสถิติผู้ป่วยในเอเชียราว 10% และในทวีปโซนยุโรปมากกว่าถึง 20-30 % จะเห็นได้ว่าเป็นตัวเลขมิใช่น้อย และภาวะของโรคยังกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันและอาจนำไปสู่โรคร้ายแรงอย่างมะเร็งในหลอดอาหารได้ด้วยค่ะ

ดังนั้น ในบทนี้ เรามาทำความรู้จักกับโรคกรดไหลย้อนในแง่มุมต่าง ๆ ให้มากขึ้น เพื่อการสังเกตตัวเองและคนใกล้ชิด รวมถึงใส่ใจพฤติกรรมที่เหมาะสม เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นกรดไหลย้อนกันดีกว่าค่ะ

กรดไหลย้อน

1. สาเหตุของโรคกรดไหลย้อน

โดยปกติแล้วเมื่อเรารับประทานอาหารเข้าไป อวัยวะในระบบทางเดินอาหารนับจากหลอดอาหารลงไปจะเกิดการบีบตัว (peristalsis) แบบไล่อาหารลงไปข้างล่างในทิศทางเดียว และตำแหน่งเหนือกระเพาะอาหารของเราทุกคน จะมีกล้ามเนื้อหูรูด เพื่อควบคุมไม่ให้กรดในกระเพาะอาหารลอดผ่านขึ้นมาระคายเคืองหลอดอาหารเวลาที่กระเพาะบีบตัวย่อยอาหารนั่นเอง

หากกล้ามเนื้อหูรูดหย่อนตัวกว่าปกติ ก็จะทำให้กรดไฮโดรคลอริค (hydrochloric acid) ซึ่งมีความเป็นกรดสูง (ค่าความเป็นกรด pH=2) ไหลย้อนขึ้นเวลาที่เรารับประทานอาหารลงไป จึงเกิดอาการแสบร้อนในช่วงอก มีเสมหะ ไอแบบเป็น ๆ หาย ๆ บางรายจะทำให้เสียงแหบเพราะกรดไปสัมผัสบริเวณกล่องเสียงและช่องคอด้วยค่ะ

 

2. ปัจจัยเสี่ยงของโรคกรดไหลย้อน

กรดไหลย้อน ไม่ใช่โรคติดเชื้อ แต่เป็นปัญหาสุขภาพที่เกิดจากหลาย ๆ ปัจจัยเสี่ยงประกอบเข้าด้วยกัน ดังนี้

  1. บริโภคอาหารมากเกินพอดีในแต่ละมื้อ ทำให้กระเพาะแน่น เมื่อบีบรัดตัวจะเกิดการขย้อนหรือกรดไหลย้อนขึ้นมาด้านบนง่ายค่ะ
  2. นิยมรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง เช่น ของทอด เนื้อติดไขมัน ซึ่งร่างกายต้องใช้เวลาย่อยนาน
  3. ดื่มกาแฟเป็นประจำ เพราะในกาแฟมีสารคาเฟอีน (Caffeine) ซึ่งมีงานวิจัยยืนยันว่ามีฤทธิ์กระตุ้นการหลั่งกรดจากกระเพาะอาหารมากยิ่งขึ้น
  4. บริโภคเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ หรือ รับประทานขนมหวานยอดนิยมอย่างช็อคโกแลต จะทำให้กล้ามเนื้อภายในกระเพาะคลายตัว กระเพาะอาหารจึงบีบตัวช้าลง ทำให้อาหารค้างในกระเพาะนานขึ้น จึงเป็นกรดไหลย้อนได้ค่ะ
  5. บริโภคอาหารที่มีรสเปรี้ยวเผ็ด ทำให้ระคายเคืองกระเพาะอาหารง่าย
  6. ภาวะน้ำหนักเกินหรืออ้วน (โดยดูจากค่าดัชนีมวลกายหรือค่า BMI* ที่คำนวณได้เท่ากับ 23 ขึ้นไป) จะไปเพิ่มระดับความดันในช่องท้องและกระเพาะอาหาร กรดจึงขย้อนไหลย้อนง่ายค่ะ

*วิธีการคำนวณค่า BMI คือ นำค่าน้ำหนักตัวของท่าน (หน่วยเป็นกิโลกรัม) หารด้วยส่วนสูง เป็นเมตร ยกกำลังสอง) เช่น ท่านหนัก 65 กิโลกรัม สูง 158 เซนติเมตร

BMI = 65 / (1.58)ยกกำลัง 2

BMI = 65 / 2.4964

BMI = 26.03

 

  1. ปัจจัยร่วมอื่น ๆ

นอกจากที่กล่าวมาแล้ว โรคกรดไหลย้อนยังพบได้ในบ่อยในผู้หญิงตั้งครรภ์ ผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำ ผู้ที่ชอบสวมเสื้อผ้าฟิตรัดแน่น หรือ ผู้ที่มักเอนตัวนอนหลังรับประทานอาหารใหม่ ๆ (มักพบในผู้ที่รับประทานอาหารมื้อค่ำใกล้เวลานอนมาก ๆ ค่ะ)

 

3. อาการของโรคกรดไหลย้อน

อาการที่เด่นชัดของโรคกรดไหลย้อน คือ ความรู้สึกแสบร้อนกลางช่วงอก กลืนอาหารลำบาก (เหมือนมีอาหารติดค้างกลางลำคอ) ควบคู่กับการเรอเหม็นเปรี้ยวบ่อย ๆ รู้สึกว่าในปากมีรสเปรี้ยว บางรายอาจรู้สึกเจ็บคอ เสียงแหบและไอเรื้อรัง

ซึ่งหากปล่อยให้อาการเป็นมากขึ้นไปถึงระดับรุนแรง จะทำให้เพิ่มความเสี่ยงเป็นโรคไซนัสอักเสบ ถ้ากรดไหลย้อนไปถึงตำแหน่งหลังโพรงจมูก รวมถึงโรคมะเร็งที่กล่องเสียงและมะเร็งในหลอดอาหารด้วยค่ะ

 

4. วิธีการรักษาโรคกรดไหลย้อน

การรักษาโรคกรดไหลย้อน โดยทั่วไปจะใช้ยารักษาตามอาการและความถี่ในการเป็น ซึ่งแบ่งยาที่นิยมใช้ได้เป็น 4 กลุ่ม คือ

  1. ยาลดการสร้างกรดในกระเพาะโดยการปิดกั้นที่ตัวรับฮีสตามีน (Histamine type2 receptors หรือ เรียกว่ายากลุ่ม H2 Blockers ได้แก่ ตัวยา Cimetidine, Ranitidine, Famotidine และ Nizatidine
  2. ยาที่มีฤทธิ์ลดกรดในกระเพาะอาหาร โดยยับยั้งที่เอนไซม์ Proton Pump หรือ เรียกว่ายากลุ่ม Proton – Pump Inhibitors (PPIs) ได้แก่ ตัวยา Esomeprazole, Omeprazole, Lansoprazole, Rabeprazole และ Pantoprazole
  3. ยาที่ทำให้กระเพาะอาหารบีบตัวมากขึ้น หรือเรียกว่า Prokinetic Agents เพื่อให้อาหารเคลื่อนตัวไปข้างล่างได้เร็วขึ้น หูรูดเหนือกระเพาะจะปิดได้สนิทดีขึ้น เช่น ตัวยา Domperidone, Metoclopramide, Cisapride และ Bethanechol เป็นต้น
  4. ยาลดกรมสูตรอัลจิเนต (Algenic acid) เช่น Gaviscon® มีส่วนผสมของโซเดียม อัลจิเนต, โซเดียม ไบคาร์บอเนต และแคลเซียม คาร์บอเนต กลไกคือ เมื่อยานี้เจอกับกรด จะค่อย ๆ พองตัวเป็นชั้นเจลเหนือกรดในกระเพาะ จึงลดอาการระคายเคืองจากกรดไหลย้อนได้ นิยมใช้ร่วมกับยากลุ่มอื่น ๆ ที่กล่าวมาค่ะ

 

กล่าวโดยสรุป

จากที่กล่าวมา ท่านคงเห็นแล้วว่า ภาวะกรดไหลย้อนเป็นโรคที่เราลดความเสี่ยงจากการใส่ใจรายละเอียดในชีวิตประจำวันให้มากขึ้นได้ โดยเฉพาะด้านการบริโภคอาหารและควบคุมสัดส่วนไขมันในอาหารแต่ละมื้อ การเลือกเสื้อผ้าสวมใส่ที่ไม่รัดแน่นเกินไป หมั่นออกกำลังกายไม่ให้น้ำหนักเกิน และที่สำคัญ คือ ไม่ควรรับประทานอาหารใกล้เวลานอนต่ำกว่า 3 ชั่วโมง

สำหรับผู้ที่เป็นโรคกรดไหลย้อนแล้ว ต้องใช้วิธีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมควบคู่กับการรับประทานยาในขนาดความแรงและระยะเวลาที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้โรคกรดไหลย้อนเป็นปัญหาใหญ่จนอาจลุกลามเป็นโรคอื่น ๆ ตามมาได้ค่ะ

แล้วพบกันใหม่กับสาระดี ๆ เรื่องราวการดูแลสุขภาพจากเภสัชกร เพื่อประโยชน์ของตัวท่านและคนใกล้ชิด กับ uHealthy.co ( ยู เฮลท์ตี้ ) นะคะ

เภสัชกรหญิง กนกรัตน์ ไชยลาโภ

https://nokdinoschool.com/bio/

https://www.blockdit.com/dinoschool\

 

คลิปน่าสนใจโรคกรดไหลย้อนค่ะ

 

โรคกรดไหลย้อน (GERD) Part 1 โรงพยาบาลพญาไท 2
โรคกรดไหลย้อน (GERD) Part 1

ขอบคุณคลิปจาก : Phyathai 2 Hospital

โรคกรดไหลย้อน (GERD) Part 2 โรงพยาบาลพญาไท 2
โรคกรดไหลย้อน (GERD) Part 2

ขอบคุณคลิปจาก : Phyathai 2 Hospital

ศูนย์กรดไหลย้อนและการกลืน โรงพยาบาลพญาไท 2
ศูนย์กรดไหลย้อนและการกลืน

ขอบคุณคลิปจาก : Phyathai 2 Hospital