โรคเริม อันตรายไหม วิธีรักษา การป้องกันเป็นอย่างไร

59
โรคเริม
โรคเริม

ทำความรู้จัก โรคเริม! อันตรายไหม วิธีรักษา การป้องกันเป็นอย่างไร

วันนี้ uHealthy.co ขอนำเสนอเกี่ยวกับโรคเริม โรคติดเชื้อที่พบได้บ่อยมาก อีกทั้งยังเป็นโรคติดเชื้อทางผิวหนังที่ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกอายและไม่กล้าไปพบแพทย์ทั้งที่โรคเริมสามารถเกิดขึ้นได้กับบุคลทั่วไปทั้งเพศชายและเพศหญิงที่มีสุขภาพร่างกายอ่อนแอซึ่งจะสามารถรับเชื้อได้จากการติดต่อ สัมผัสกับผู้ที่เป็นโรคโดยตรง หรือทางอ้อมอย่างการรับประทานอาหารร่วมกัน การใช้สิ่งของต่างๆร่วมกัน และการที่มีเพศสัมพันธ์กับผู้ป่วยในช่วงที่ร่างกายอ่อนแอนั้นอาจทำให้รับเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้

ทำความรู้จักกับโรคเริม

เริม หรือ Herpes simplex เป็นโรคติดต่อจากเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งของผิวหนังและเยื่อต่างๆ ในร่างกาย ซึ่งการติดต่อของโรคนั้นเกิดจากการได้รับเชื้อไวรัสจากการไปสัมผัสผู้ป่วยโรคเริมโดยตรง เช่น การดื่มน้ำแก้วหรือขวดเดียวกันกับผู้ป่วย, การใช้สิ่งของต่างๆร่วมกัน นอกจากนี้แล้วสามารถติดต่อได้ทางเพศสัมพันธ์อีกด้วยเพราะสามารถทำให้เราสัมผัสโดนน้ำเหลืองจากตุ่มโรคเริมของผู้ป่วยได้

หากได้รับเชื้อโรคเริมในครั้งแรกแล้ว เชื้อไวรัสนั้นจะเข้ามาสะสมในปมเส้นประสาทของร่างกาย โดยที่ยังไม่แสดงอาการใดๆออกมา แต่หากมีปัจจัยอื่นๆเข้ามากระตุ้นเชื้อนั้นก็จะเริ่มมีการเคลื่อนจากปมประสาทมายังปลายเส้นประสาท และทำให้เกิดโรคที่บริเวณผิวหนังหรือเยื่อบุได้ซึ่งการเกิดโรคเริมนั้นสามารถพบได้ในหลายตําแหน่ง ตำแหน่งที่พบได้บ่อย คือ บริเวณอวัยวะเพศ หรือ บริเวณริมฝีปาก

การป้องกันโรคเริม

สำหรับคนที่ยังไม่เคยได้รับเชื้อจำเป็นต้องหมั่นรักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ เพราะเชื้อเริมนั้นอาจมีกระจายอยู่ในสิ่งแวดล้อมทั่วไปได้ซึ่งในชีวิตประจำวันเราสามารถสัมผัสเชื้อผ่านสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆได้ง่าย ทั้งการใช้ขอสาธารณะต่างๆ หากร่างกายของเราอ่อนแอและสุขภาพไม่แข็งแรง เมื่อร่างกายได้รับเชื้อเข้าไปสู่ร่างกายเชื้อนั้นก็จะสามารถก่อโรคเริมและทำให้เกิดอันตรายได้

อาการของโรคเริม

อาการของการติดเชื้อจะเริ่มจากเกิดตุ่มพองใสๆ เล็กๆบริเวณผิวหนัง แล้วตุ่มใสจะเริ่มพองและรู้สึกปวดแสบปวดร้อน และเมื่อเวลาผ่านไป 1- 2 วัน ตุ่มใสที่มีน้ำอยู่ข้างในจะแตกออก หากมีการติดเชื้อก็จะทำให้เกิดการอักเสบและลุกลามอีกทั้งเกิดแผลขนาดใหญ่ทำให้รักษาหายได้ยากขึ้น

เมื่อมีตุ่มใสๆแนะนำให้ทำความสะอาดแผลให้สะอาดทุกครั้งที่อาบน้ำโดยการฟอกสบู่ให้สะอาด เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ตุ่มเป็นหนอง ที่สำคัญคือไม่ควรแกะหรือเกาแผลเด็ดขาด

อาการร่วม คือ ร่างกายจะรู้สึกอ่อนเพลีย มีอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย เนื่องจากเป็นปฏิกิริยาที่เกิดจากการก่อโรคที่ติดเชื้อไวรัส อาการจะคล้ายโรคหวัด แต่ไม่คัดจมูกหรือน้ำมูกไหล แต่สำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ครั้งแรกจะรู้สึกว่าอาการรุนแรงและใช้เวลานานกว่าจะรักษาให้หายโดยใช้ระยะเวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์ สำหรับผู้ที่เคยเป็นแล้วหากกลับมาเป็นใหม่ระยะเวลาในการรักษาจะหายเร็วขึ้น เนื่องจากร่างกายมีภูมิคุ้มกันมาก่อนแล้ว

การรักษาโรคเริม

การรักษาโรคเริมจะเน้นการรักษาตามอาการที่ปรากฎ เนื่องจากเชื้อไวรัสอาจทำให้มีไข้ต่ำๆ หรืออ่อนเพลียได้ แต่ถ้าหากพบว่าผู้ป่วยมีอาการไข้สูงแนะนำให้รีบไปพบแพทย์ทันทีเพื่อทำการตรวจรักษาอย่างละเอียดและจะได้ป้องกันอันตรายจากภาวะแทรกซ้อนได้อีกด้วย

การรักษาที่จำเป็นและสำคัญที่สุดของโรคนี้คือ ป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อน โดยเฉพาะจากการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำๆซ้อนๆ บริเวณอวัยวะที่ติดเชื้อได้บ่อยที่สำคัญ คือ ดวงตา เพราะ หากเกิดการติดเชื้อเริมแล้วจะทำให้เกิดความเสียหายบริเวณอวัยวะที่ติดเชื้อได้ เช่น หากติดเชื้อที่บริเวณดวงตาก็สามารถทำให้สูญเสียการมองเห็นได้ หรือตาบอดได้และหากเชื้อลุกลามติดเชื้ออวัยวะภายในก็สามารถสร้างความอันตรายได้อีกเช่นกันยกตัวอย่างอวัยวะภายในเช่น เยื่อหุ้มสมอง เป็นต้น

โรคเริมเป็นโรคที่สามารถหายเองได้โดยเฉพาะคนที่เป็นเริมที่กลับมาเป็นซ้ำๆและถ้าป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ก็มักจะไม่มีอาการที่รุนแรงมากเท่าไร ซึ่งหากรู้ตัวว่าจะเป็นโรคเริมแล้ว ข้อแนะนำสำหรับวิธีการดูแลตนเองที่ดีที่สุดนั่นก็คือการพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำให้เยอะๆ และพยายามไม่เครียดจนเกินไป

กล่าวโดยสรุป

เริม หรือ Herpes simplex เป็นโรคติดต่อจากเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งของผิวหนังและเยื่อต่างๆ ในร่างกาย ซึ่งการติดต่อของโรคนั้นเกิดจากการได้รับเชื้อไวรัสจากการไปสัมผัสผู้ป่วยโรคเริมโดยตรง เช่น การดื่มน้ำแก้วหรือขวดเดียวกันกับผู้ป่วย, การใช้สิ่งของต่างๆร่วมกัน นอกจากนี้แล้วสามารถติดต่อได้ทางเพศสัมพันธ์อีกด้วยเพราะสามารถทำให้เราสัมผัสโดนน้ำเหลืองจากตุ่มโรคเริมของผู้ป่วยได้ ซึ่งการเกิดโรคเริมนั้นสามารถพบได้ในหลายตําแหน่ง ตำแหน่งที่พบได้บ่อย คือ บริเวณอวัยวะเพศ หรือ บริเวณริมฝีปาก

อาการของการติดเชื้อจะเริ่มจากเกิดตุ่มพองใสๆ เล็กๆบริเวณผิวหนัง แล้วตุ่มใสจะเริ่มพองและรู้สึกปวดแสบปวดร้อน และเมื่อเวลาผ่านไป 1- 2 วัน ตุ่มใสที่มีน้ำอยู่ข้างในจะแตกออก หากมีการติดเชื้อก็จะทำให้เกิดการอักเสบและลุกลามอีกทั้งเกิดแผลขนาดใหญ่ทำให้รักษาหายได้ยากขึ้น

แล้วพบกันใหม่กับสาระดี ๆในบทความเพื่อสุขภาพ เรื่องราวการดูแลสุขภาพจาก uHealthy.co ใน
บทความต่อไปกันนะคะ